ฝ้า …ศัตรูตัวร้ายทำลายผิว

0

ฝ้า เกิดจากแสงแดด พันธุกรรม ผิวที่ขาดการบำรุง ความไม่สมดุลของฮอร์โมน(พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์) ยา หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางที่มีคุณภาพไม่ดี  ซึ่งจะทิ้งสารตกค้างไว้ที่ผิวหนังก่อให้เกิดการระคายเคือง เมื่อผิวเราถูกรบกวนจากสารเคมีก็จะอ่อนแอเกิดการสร้างเม็ดสีเมลานิน(Melanin)ผิดปกติ จนทำให้เกิดฝ้าขึ้นมาได้ ซึ่งมีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลเข้ม มักพบบริเวณ แก้ม หน้าผาก ริมฝีปากบน จมูก และคาง

ระดับความรุนแรงของ ฝ้า อยู่ที่ความลึก

ฝ้า แบ่งตามความรุนแรงและความลึกของเม็ดสีเมลานิน พบว่ามี 3 ลักษณะคือ

1. ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma)
เป็นฝ้าที่เกิดบริเวณผิวหนังชั้นนอกหรือหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้ม มีขอบชัดเจน สามารถรักษาได้ง่าย แต่หากปล่อยทิ้งไว้เม็ดสีเมลานินผิดปกติก็จะค่อยๆซึมลึกเข้าสู่ชั้นหนังแท้ก็จะกลายเป็นฝ้าลึก

2. ฝ้าลึก (Dermal Melasma)
มีสีน้ำตาลอมม่วง หรือเทาอ่อนๆ ขอบเขตไม่ชัดเจนรักษาให้หายยากกว่าฝ้าตื้น หากไม่ดูแลปล่อยปละละเลยก็จะกลายเป็นฝ้าผสม

3. ฝ้าผสม (Mixed Epidermal Melasma and Dermal Melasma)
คือเป็นฝ้าทั้งสองชนิด ทั้งตื้นทั้งลึก ทีนี้ก็จะไม่มีวันรักษากันได้ง่ายๆ

 

 

การดูแลรักษา ฝ้า

  • เลือกโฟมล้างหน้าที่มีค่า pH 5.5
    เพื่อคงสมดุลธรรมชาติของผิว และช่วยให้กลไกธรรมชาติปกป้องผิวได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผิวที่แข็งแรงทำให้ ฝ้า ก็จะเกิดได้ยาก
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยหมองคล้ำ
    ที่มีสารบำรุงผิวช่วยปรับสมดุลให้สีผิวดูขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถป้องกันการเกิดฝ้าได้ และมีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว ไม่ทำให้ไวต่อแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงครีมที่ไม่มี อย..
    และครีมรักษาฝ้าที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน สเตียรอยด์ และสารปรอท เพราะแม้จะช่วยให้ฝ้าจางลงในช่วงแรก แต่มีผลข้างเคียงในระยะยาว ทำให้ฝ้ากลับมาใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม
  • ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 40-60 และPA+++ขึ้นไป
    ที่สามารถป้องกันผิวจากรังสี UVA และ UVBทุกวัน เพราะไม่เพียงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันมะเร็งที่ผิวหนัง และริ้วรอยเหี่ยวย่นที่จะเกิดขึ้นด้วย

 

ข้อมูลจาก healthtoday

Share.